พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

เส้นทางพระชนม์ชีพจากเจ้าฟ้ามงกุฎ พระภิกษุผู้ใฝ่รู้ สู่พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4

ก่อนขึ้นครองราชย์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพในสมัยรัชกาลที่ 1 ณ พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด้านใต้วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบุญรอด ทรงได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์ฯ ครั้นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชบิดาและพระราชมารดาของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎได้รับการเฉลิมพระนามต่อมาว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที่ 4 ต่อจากพระบรมเชษฐาคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2393 เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระอนุชา คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ให้ทรงดำรงพระอิสริยยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์ ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณีแล้วลาผนวช จากนั้นทรงอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2367 เป็นพระภิกษุ เสด็จอยู่จำพรรษา ณ วัดสมอราย (คือวัดราชาธิวาส ที่กรุงเทพมหานคร) เหตุที่ทรงเลือกจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ เพราะเป็นวัดถือลัทธิสมถะซึ่งเป็นที่นิยมในยุคสมัยนั้น หลังจากนั้นทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดสมอรายบ้าง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์บ้าง กระทั่งถึง พ.ศ. 2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเชิญมาครองวัดบวรนิเวศ พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จจากวัดสมอรายมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหารเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2379 โดยขบวนเรือ

ภาพประกอบพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพ ภาพที่ 1

กว่าจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์นานถึง 27 ปี เป็นโอกาสดีที่พระองค์จะได้ทรงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์กับสิ่งต่าง ๆ ที่สนพระทัย เช่น การปฏิรูปพุทธศาสนา การศึกษาวิทยาการและภาษาต่าง ๆ การติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อสืบค้นข้อมูล การสำรวจบ้านเมือง และโบราณวัตถุสถานเป็นต้น ประสบการณ์เรื่องต่าง ๆ ดังกล่าว มีผลต่อการพัฒนาประชาชาติสังคมสยามเป็นอย่างมากเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ ทรงศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งทั้งด้านคันถธุระ คือเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงพยายามอ่านพระไตรปิฎกให้รอบรู้พระธรรมวินัย (ที่วัดมหาธาตุฯ) และทรงเรียนวิปัสสนาธุระ คือเรียนวิธีที่จะพยายามชำระใจของตนเองให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลส (ที่วัดสมอราย) ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนเชี่ยวชาญรอบรู้แตกฉาน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงทรงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งในคณะมหาเถระผู้สอบพระปริยัติธรรมในสนามหลวง เมื่อทรงผนวชพระอุปัชฌาย์ได้ให้พระนามฉายาว่า วชิรญาณโณ แปลว่า “ผู้มีความสามารถอันสว่างประดุจเพชร” ขณะประทับอยู่ที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาสในปัจจุบัน) ทรงเป็นผู้นำในการชำระวัตรปฏิบัติของสงฆ์ให้เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยยิ่งขึ้น มีภิกษุสามเณรเลื่อมใสปฏิบัติตามเป็นอันมาก รวมตัวจัดตั้งเป็นพระสงฆ์คณะใหม่ เรียกว่าคณะธรรมยุต หรือคณะธรรมยุติกนิกาย

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ดาราศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศสและภาษาลาตินกับท่านปาลเลกัวซ์ ขณะนั้นท่านปาลเลกัวซ์ยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นมุขนายกมิสซัง ท่านประจำอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งอยู่คนละฟากคลองเล็ก ๆ กับวัดสมอราย เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎมาครองวัดบวรนิเวศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2379 เป็นช่วงเวลาที่บรรดามิชชันนารีอเมริกันผู้ประกาศศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์หลายคน เช่น หมอบรัดเลย์ (Dr. Bradley) ศาสนาจารย์คาสเวล (Mr. Caswell) หมอเฮาส์ (Dr. House) ได้เข้ามาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ตั้งโรงพิมพ์สุขศาลา (สุขศาลา หมายถึง สถานพยาบาลในอดีต) โรงเรียน นำตำรา รูปภาพเข้ามาเผยแพร่ ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 32 พรรษา และทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้ 12 พรรษา ทรงคบหาสมาคมกับบรรดามิชชันนารีชาวอเมริกัน เช่น หมอบรัดเลย์ ศาสนาจารย์คาสเวล หมอเฮาส์ ทำให้ทรงสนพระทัยต่อการศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การพิมพ์ ทั้งหมดคือวิชาและวิทยาการที่ทันสมัยของโลกที่นิยมศึกษาค้นคว้ากันในเวลานั้น

ทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอบรัดเลย์ก่อนที่วัดสมอราย ต่อมาทรงศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์กับศาสนาจารย์คาสเวลที่วัดบวรนิเวศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับมิสเตอร์คาสเวลจนสามารถจะอ่านเขียนและตรัสภาษาอังกฤษได้สะดวกดียิ่งกว่าใคร ๆ ที่เป็นไทยด้วยกันในสมัยนั้นทั้งสิ้น ทรงเข้าฟังการบรรยายวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่หมอเฮาส์จัดขึ้นที่บ้านพัก ได้มีการติดต่อกับคณะสงฆ์ศรีลังกาเพื่อเสาะหาคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ยังขาด รวมทั้งส่งสมณทูตออกไปอุปสมบทตั้งวงศ์ธรรมยุติกาที่ในศรีลังกา ทรงคิดตัวอักษรอริยกะทั้งแบบตัวพิมพ์และตัวเขียนเพื่อการเรียบเรียงตำราภาษาบาลี รูปแบบอักษรใหม่ที่ทรงคิดประดิษฐ์ขึ้นครั้งนี้คงใช้เพื่อสื่อสารในหมู่ผู้นับถือพุทธศาสนาชาติต่าง ๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ทรงคิดรูปแบบตัวอักษรสำหรับภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ไม่มีอักษรเฉพาะที่จะสื่อสารในหมู่ชาตินับถือพุทธศาสนา ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ทรงผนวช ทรงสั่งสมประสบการณ์และศึกษาหาความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกอย่างหลากหลายยิ่ง

หลังขึ้นครองราชย์

ครั้นถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2393 คือวันที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคต พงศาวดารสยาม ระบุว่า วันรุ่งขึ้น คือวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2393 เวลาเช้า เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก กับข้าราชการอื่น ๆ พากันออกไปเชิญเสด็จพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งสถิต ณ วัดบวรนิเวศมายังพระบรมมหาราชวังเพื่อทรงสรงน้ำพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จากนั้นจึงเชิญเสด็จประทับ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งกองล้อมวงรอบวัด ครั้นเวลาย่ำค่ำ คณะสงฆ์ฝ่ายข้างพุทธจักร และฝ่ายข้างอาณาจักรซึ่งประกอบด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ขออัญเชิญเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ “ทรงพระราชดำริห์ว่า พระวงศานุวงศ์ มุขอำมาตย์ พร้อมใจกันเชิญเสด็จโดยความซื่อสัตย์สุจริต ครั้นจะไม่รับปฤกษาอัญเชิญขึ้นครอบครองศิริราชสมบัติก็จะเกิดการอุปทวไภยันตรายกับพระบรมวงษานุวงษ เสนาบดี ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเดือดร้อนต่าง ๆ โดยกำลังทรงพระมหากรุณาเมตตา แก่คนทั้งปวงยิ่งนัก จึงทรงรับคำปฤกษาที่อัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติ ทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา

เมื่อเสร็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ทรงมีพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับพระราชนัดดาพระองค์โปรดของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2394 โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ดำรงตำแหน่งที่ “สมเด็จพระนางนาฏบรมราชอัครเทวี” ขณะทรงพระครรภ์ ทรงพระประชวร และมีประสูติกาลเป็นพระราชโอรสซึ่งสิ้นพระชนม์ภายหลังประสูติเพียงไม่นาน ส่วนสมเด็จพระนางเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีเสด็จสวรรคตในเวลาต่อมา ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสถาปนาวัดโสมนัสวิหารเป็นพระราชานุสรณ์

โปรดให้สถาปนาพระเชษฐภคินีสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีคือ หม่อมเจ้ารำเพยเป็นพระอัครมเหสี เมื่อ พ.ศ. 2395 พระราชทานพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ และได้มีประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชโอรสพระองค์แรกกับพระบรมราชินีคือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

พระบรมฉายาลักษณ์และภาพประกอบพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพที่ 2

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับพระอัครเทวีและบาทบริจาริกาทั้งก่อนบรมราชาภิเษกและหลังบรมราชาภิเษกรวม 82 พระองค์ เสด็จดำรงอยู่ในราชสมบัติ 17 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 สิริพระชนมายุ 64 พรรษา

ที่มา

หนังสือ : ดาราศาสตร์ไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

ผู้เขียน : นายภูธร ภูมะธน

บรรณาธิการเล่ม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว

อ่านต่อในหมวดนี้

การเปิดสยามสู่โลกตะวันตก และการปฏิรูปบ้านเมืองเพื่อราษฎร

ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การพิมพ์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในรัชสมัย

Scroll to Top