พระอัจฉริยภาพ
ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เทคโนโลยีการพิมพ์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในพระองค์
ด้านดาราศาสตร์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสนพระทัยดาราศาสตร์ตะวันตกตั้งแต่ทรงผนวช การปรากฏขึ้นของดาวหางเหนือท้องฟ้ากรุงเทพ เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1843 ในวันรุ่งขึ้น พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีจดหมายถามมายังหมอบรัดเลย์ถึงปรากฏการณ์นี้
จากหลักฐานบันทึกย่อของหมอบรัดเลย์เมื่อวันไปพบกับพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1843 ว่า ได้นำปฏิทินและตำราดาราศาสตร์ไปถวายด้วย ทรงพอพระทัยกับสิ่งที่ถวายเป็นอย่างยิ่ง และตรัสว่าหลักดาราศาสตร์ตะวันตกน่าเชื่อถือ
ก่อนครองราชย์ทรงมีความชำนาญในการคำนวณอุปราคาจริง “พระองค์ได้ทรงพิมพ์รายการคำนวณอุปราคาที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2393” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคือชาวสยามที่คำนวณปรากฏการณ์อุปราคาได้ ทรงปฏิเสธคำอธิบายเรื่องปรากฏการณ์อุปราคาว่าเกิดจากเรื่องปรัมปรา
ในแต่ละปีจะมีการประกาศวันมหาสงกรานต์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ประกาศนี้ประกอบด้วยรายละเอียดว่า วันใดคือวันสำคัญของปี เช่น วันมหาสงกรานต์ วันขึ้นศกใหม่ วันถือน้ำพิพัฒน์สัตยา วันพระราชพิธีจรดพระนังคัล วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา เป็นต้น ในประกาศวันมหาสงกรานต์บางปีได้ระบุวันที่จะเกิดอุปราคาประจำปีอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการประกาศการเกิดสุริยุปราคา โดยในปี พ.ศ. 2404 มีรายละเอียดมากกว่าฉบับก่อนหน้านี้ โดยมีการระบุว่าทรงคำนวณเอง และระบุเรื่องเวลาและสถานที่ที่จะสังเกตเห็นปรากฏการณ์อุปราคาขนาดต่าง ๆ หลายเมือง หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประมาณ พ.ศ. 2403 ถึง 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความรู้เรื่องการคำนวณ การเกิดคราสที่ละเอียดมากขึ้นแล้ว พระองค์ทรงอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น เช่น พ.ศ. 2400 การแจ้งเรื่องดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ และทรงแจ้งเรื่องการปรากฏขึ้นของดาวหาง 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2400 และ พ.ศ. 2404 พระราชหัตถเลขา แจ้งเรื่อง “ผีพุ่งใต้” “ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก” นับเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ
สรุปได้ว่าเกือบทุกปีตลอดรัชกาลของพระองค์มีการประกาศเรื่องการเกิดอุปราคาให้กับประชาชนทราบ ในเบื้องต้นก็คงเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อความเชื่อของประชาชนที่ทรงระบุว่าผู้ที่ต้องการหาฤกษ์ดีวันดี รังเกียจว่า วันใกล้อุปราคาไม่เป็นมงคล ก็จะได้หลีกเลี่ยงเสีย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ประทับบนเกยนอกท้องพระโรง
ให้ช่างภาพฝรั่งฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับเซอร์ แฮรี่ ออร์ด
ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเมืองสิงคโปร์และคณะ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2411
ที่มาภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ภาพสุริยุปราคาหมดดวง พ.ศ. 2411 พร้อมคำอธิบาย ได้ระบุตอนท้ายว่า
“…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนสุนทรสาทิศลักษณถ่ายรูป
ได้ถ่ายรูปสุริยไว้เมื่อเวลาเช้านั้นประ…5 โมง 40 มินิต”
ที่มาภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ด้านโหราศาสตร์
พระองค์ทรงมีความสนพระทัยด้านโหราศาสตร์ควบคู่ไปกับด้านดาราศาสตร์ด้วยเช่นกัน ทรงโปรดให้สร้างเสาหลักเมืองใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2395 เวลา 04.48 น. รวมถึงทรงเป็นผู้ผูกดวงชะตาของพระราชโอรส หรือพระราชธิดาด้วยพระองค์เองทุกครั้ง ทุกพระองค์ และพระราชทานพระนามพระเจ้าลูกเธอแต่ละพระองค์ ทรงเขียนลายพระหัตถ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นอักษรภาษาไทยพระราชทานพระนามอีกฉบับหนึ่งเป็นอักษรอริยกะและภาษามคธ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์ ของพระจอมเกล้าฯ
– เศษพระจอมเกล้า นำวัน เดือน ปีเกิด บวกเข้าด้วยกัน ถ้ามีเกินกว่า 10 ขึ้นไป ให้เอา 10 หาร เหลือเศษเท่าใด เอาเศษที่เหลือเป็นจำนวนทายเกณฑ์ชะตาได้แม่นยำ
– ตำราลิลิตทักษา คือ ตำราเกี่ยวกับสีเสื้อผ้าประจำวัน
– ตำราจักรทีปนี คือ ตำราโหราศาสตร์เกี่ยวกับการพยากรณ์
เทคโนโลยีการพิมพ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสนพระทัยเทคโนโลยีการพิมพ์ตั้งแต่ทรงผนวช มีวัตถุประสงค์เพื่อประสิทธิภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ยังทรงใส่พระทัยในการพัฒนางานเทคโนโลยีเรื่องนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน
การสังคายนาพระไตรปิฎกทำให้บรรดานักปราชญ์ทางภาษาบาลีในประเทศไทยต้องทำงานหนักเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เมื่อส่วนต่าง ๆ สำเร็จลงก็มีการคัดลอก ในประเทศไทย ขณะนั้นตำราภาษาบาลียังเขียนด้วยอักษรขอม และการคัดลอกตามทางราชการที่กำลังทำขึ้นในขณะนั้นก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ อย่างไรก็ดี สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงเห็นว่าอักษรขอมนี้อาจอ่านเข้าใจผิดได้โดยง่าย จึงทรงคิดตัวอักษรขึ้นใหม่สำหรับสานุศิษย์ของพระองค์ ตัวอักษรแบบใหม่นี้เลียนแบบมาจากตัวอักษรในทวีปยุโรป พระองค์ได้โปรดให้ตีพิมพ์ตำราภาษาบาลีขึ้นหลายเล่มด้วยตัวอักษรแบบนี้ จากแท่นพิมพ์ซึ่งพระองค์ทรงตั้งขึ้นที่วัดบวรนิเวศ เครื่องพิมพ์แท่นนี้เป็นเครื่องพิมพ์เครื่องแรกในประเทศไทยที่นำมาใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา ก่อนนั้นคงมีแต่เครื่องพิมพ์ของหมอสอนศาสนาเท่านั้น
เครื่องวัดน้ำฝน
“ท่านทั้งปวงจงทราบเถิดว่า เมื่อเดือนอ้ายปีมะเส็ง นพศก เซอรอเบิดสจอมเบิกกงสุลอังกฤษคนใหม่ สมเด็จพระนางกวินวิกตอเรียพระเจ้ากรุงลอนดอน ตั้งให้เข้ามากำกับลูกค้าฝ่ายอังกฤษอยู่ในกรุงเทพฯ นี้ เมื่อกงสุลคนนี้มานั้น กวินวิกตอเรียพระเจ้ากรุงลอนดอนได้มอบให้คุมพระราชสาส์น แลเครื่องมงคลราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ในเครื่องราชบรรณาการจำพวกนี้มีเครื่องรองน้ำฝนวัดประมาณรู้ว่าน้ำฝนตกลงจะมากน้อยเท่าใด จะรู้ได้โดยละเอียดกว่าเครื่องมือที่จัดแจงไว้ใช้มาแต่ก่อน คือนิ้วอย่างอังกฤษนิ้วหนึ่ง แบ่งผ่อนปรนให้เห็นได้ถึงร้อยส่วน เครื่องมือนี้ดีมาก”
กล้องโทรทรรศน์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นกล้องโทรทรรศน์ประเภทหักเหแสง เลนส์หน้ากล้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 ซม. ความยาวโฟกัส 112.5 ซม. สร้างโดยบริษัทดอลลันด์ (Dollond) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อุปกรณ์อื่นของกล้องประกอบด้วยอายพีชขนาดต่าง ๆ กัน 6 อัน อันที่ให้กำลังขยายสูงสุดคือ 180 เท่า นอกนั้นมีกำลังขยาย 130, 80, 40, 25 และ 20 เท่า อย่างละ 1 อัน นอกจากนี้ ยังมีแผ่นกรองแสงที่ติดกับอายพีชสำหรับสังเกตดวงอาทิตย์ 3 แผ่น จอรับภาพดวงอาทิตย์ 1 แผ่น ขาตั้งไม้ชนิดสูง และขาตั้งเตี้ยทำด้วยทองเหลือง ตัวยึดกล้องเป็นระบบอัลตาซิมุธ คือหมุนตามแนวราบและแนวดิ่ง และปรับเป็นระบบอิเควตอเรียลก็ได้ ส่วนกล้องนำเป็นกล้องหักเหแสงเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยืมให้ตั้งแสดงอยู่ ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
กล้องโทรทรรศน์ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ
“สันนิษฐานว่าจะเป็นกล้องโทรทรรศน์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล้องใดกล้องหนึ่งอาจเป็นกล้องที่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เป็นได้ เพราะบันทึกของเซอร์จอห์น เบาวริง ทูตผู้เข้ามาเจริญพระราชไมตรีระบุว่า กล้องดูดาวที่นำมาถวายนั้นมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ซึ่งทรงมีอยู่แล้ว กล้องทั้ง 3 เป็นกล้องหักเหแสง ขาตั้งเตี้ยทำด้วยโลหะ ตัวยึดกล้องเป็นระบบอัลตาซิมุธง่าย ๆ ไม่มีขีดแบ่งมุม กล้องหนึ่งสร้างโดยบริษัทเฟรเซอร์แอนด์ซัน (Fraser and Son) ณ กรุงลอนดอน เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 ซม. ความยาวโฟกัส 1 เมตร กล้องที่ 2 และ 3 ผลิตโดยบริษัท ดอลลันด์ (Dollond) เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 ซม. และ 4.5 ซม. ความยาวโฟกัส 103 ซม. และ 71 ซม. ตามลำดับ”
แผนที่ดาวในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
“เป็นแผนที่ดาวบอกตำแหน่งดาว ณ ละติจูด 35 องศาใต้ ทำด้วยกระดาษหนา อายุมากกว่า 100 ปี จึงมีสภาพเก่ามาก มี 2 แผ่นลักษณะเหมือนกัน ด้านหลังของแต่ละแผ่นเป็นคำอธิบายวิธีใช้แผนที่ดาว หน้าปกของแผนที่ดาวแผ่นหนึ่งหลุดหายไป อีกแผ่นหนึ่งยังคงอยู่ มีข้อความที่หน้าปกว่า George Philip & Son, Geographical Publishers, 32 Fleet Street, London. Liverpool : Caxton Buildings, South John Street and 45 to 51 South Castle Street. ผลิตในประเทศเยอรมนี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ชั้น 3 อาคาร ภ.ป.ร. วัดบวรนิเวศวิหาร”
เซกส์แทนต์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
“เซกส์แทนต์เป็นเครื่องมือวัดมุมในวิชาดาราศาสตร์ การเดินเรือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้กล้องเซกส์แทนต์ เพื่อทรงวัดเส้นรุ้งเส้นแวงของที่ตั้งค่ายหลวงหว้ากอ และทรงตรวจสอบเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น เมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ มีปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จหว้ากอ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า “ณ วันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 10 ค่ำ …เวลาค่อนเที่ยง ทรงวัดแดด สอบแผนที่ที่ตั้งค่ายหลวง…”
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ด้านดาราศาสตร์เป็นที่รับรู้ในแวดวงนักวิชาการด้านนี้ของโลก จึงทรงได้รับการยกย่องจากราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร มีรายละเอียดที่ทรงระบุในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งว่า “ปีมะเส็ง นพศก (พ.ศ. 2400) วันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือนอ้าย เซอรอเบิตส จอมเบิกขึ้นมาหาข้าพเจ้า เอาดิโปลมาของพวกรอยาลแอศตรอนอมิกอลสอไซยิติ (Diploma Royal Astronomical Society) ตั้งข้าพเจ้าเข้ามาให้เป็นผู้เข้าพวกด้วย”
ที่มา
หนังสือ : ดาราศาสตร์ไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ผู้เขียน : นายภูธร ภูมะธน
บรรณาธิการเล่ม : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว


